×

ภาษีคาร์บอนกับต้นทุนการส่งออก

เราทราบกันดีว่าเราไม่มีพลังต่อรองค่าระวางการขนส่งสินค้าทางทะเลมากนักเพราะธุรกิจนี้อยู่ในมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่ประเทศ เคยมีการเสนอให้เราตั้งบริษัทเดินเรือแห่งชาติมาหลายครั้งแต่ผมเห็นว่าคงไม่มีใครกล้าเสี่ยงลงทุนแน่นอนเพราะการแข่งขันสูง ความไม่แน่นอนของตลาดมีมากโดยเฉพาะค่าน้ำมัน ตัวอย่างเช่นกรณีของจีนที่เปิดประเทศหลังจากจัดการโควิดได้ผลระดับหนึ่งเป็นผลให้กิจกรรมการนำเข้าและส่งออกสินค้าฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนำไปสู่ความต้องการ Containers จำนวนมหาศาล ครับ: เกิดปัญหาทันทีเพราะอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ผลกระทบคือค่าขนส่งระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้นหลายๆเท่าตัว อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้วผลกระทบเกิดขึ้นกับทุกประเทศพร้อมๆกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จึงไม่ได้ลดทอนศักยภาพการแข่งขันของเรามากนักแต่จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในที่สุด ที่กล่าวมานี้เป็นแค่ตัวอย่างของความอ่อนไหวของการค้าระหว่างประเทศที่เกิดจากปัจจัยของการขนส่ง ผมเสนอให้ติดตามประเด็นต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพราะกลุ่มบริษัทขนส่งทางทะเลได้ให้ข้อเสนอว่าขอให้มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (เสนอว่าประมาณ 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน)เพื่อลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน ขอให้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิดนะครับ: อ่านเพิ่ม:https://www.bbc.com/news/business-56835352

ลดด่วน!

ครับ หัวข้อนี้คือต้องการเร่งให้ลดก๊าซเรือนกระจกให้ทันเป้าหมายอุณหภูมิที่ต้องไม่สูงเกิน (ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม) 1.5% C ในปี ค.ศ. 2050 รายงานล่าสุดของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC)ยืนยันว่าโลกที่ร้อนขึ้นนั้นเกิดจากมนุษย์ (ไม่ใช่เหตุจากแกนโลกที่หมุน ฯลฯ ที่ก่อนหน้านี้มีการให้ความเห็น) คำถามจึงอยู่ที่ว่าจะลดภาวะโลกร้อนที่ต้องไม่ขัดแย้งกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา(ซึ่งต้องใช้พลังงาน สร้างเมือง ระบบการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ)ได้อย่างไร? ครับ ตัวเลือกก็มีดังต่อไปนี้: 1 ปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงเช่นรถไฟฟ้า พลังงานทดแทน (ลม แสงแดด ฯลฯ) ปลูกต้นไม้เพิ่ม ลดอาหารสูญเสีย อาหารขยะ เพิ่มการบริโภคเนื้อสัตว์และนมวัวที่ทำจากพืช ออกแบบก่อสร้างตึก ฯลฯ ให้ประหยัดพลังงาน ลดการใช้วัตถุดิบธรรมชาติเช่นน้ำ แร่ธาตุ ฯลฯ ฯลฯ แต่ปริมาณการลดก็ยังไม่มากพอเพราะปริมาณคาร์บอนในอากาศที่ต้องขจัดมีปริมาณระหว่าง 1 แสนล้านตันถึง 1 ล้านๆตันที่จะต้อง “เก็บ”ให้ได้ภายในสิ้นศตวรรษนี้แต่ขณะนี้เราสามารถ “เก็บ” คาร์บอนได้เพียง 5 พันตันต่อปีเท่านั้น หรือ 2 ให้งดการใช้พลังงานน้ำมันธรรมชาติไปเลย (ซึ่งเป็นไปได้ยาก) […]

วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง?

ประเทศไทยนำเข้านมผงเพื่อผลิตนมน้ำประมาณปีละห้าหมื่นตันแต่ถ้าหากมีนวัตกรรมที่สามารถผลิตต้นแบบของน้ำนมโดยไม่ต้องเลี้ยงวัวนมซึ่งเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนเทียบเท่า(ทั่วโลกประมาณ 1.7 พันล้านตันในปี ค.ศ.2015)ก็ควรจะสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง ใช่ไหมครับ? ผลิตภัณฑ์ที่จะแนะนำนี้ก็คล้ายกับเนื้อวัวที่ผลิตจากพืชหรือ Plant Based Meat นั่นเอง.. ครับ เราพร้อมที่จะดื่มนมวัวที่ไม่ได้มาจากตัววัวไหมครับ? แนวคิดของนวัตกรรมนี้คือเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนหรือก๊าซคาร์บอนเทียบเท่า)นั่นเอง ดูเพิ่มที่:https://edition.cnn.com/2021/08/12/business/perfect-day-dairy-protein-hnk-intl-spc/index.html

Thai Sustainable Fisheries Roundtable

ในเวลาเดียวกันกับที่เรามีปัญหาเรื่องการประมงว่ายั่งยืนหรือไม่? Illegal, unreported, unregurated fishing (IUU) หรือการจับปลาที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไม่มีกฎระเบียบ นั้น สมาคมที่เกี่ยวกับการประมง การผลิต และส่งออกทั้ง 8 ก็รวมตัวกันโดยเชิญภาครัฐ (อธิบดีกรมประมง)เป็นประธานเครือข่าย และ สำนักงานวิจัยและพัฒนาเกษตร (สวก)เป็นผู้สนับสนุนเงินวิจัยในโครงการนี้ เป้าหมายคือหาคำตอบให้กับโจทย์ IUU เพื่อแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ การศึกษาในระยะที่ 1 นั้นก็เพื่อหาโจทย์ที่จะต้องไปวิจัยเพิ่มเพื่อนำไปสู่การแก้ไขซึ่งสรุปได้ทั้งหมด 14 ประเด็น เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา สวก ก็ได้อนุมัติเงินสนับสนุนโครงการระยะสอง จึงขอบคุณหน่วยงานทั้งกรมประมงและ สวก อีกครั้ง เชื่อว่าหนึ่งปีจากนี้เราจะได้คำตอบเพื่อแก้ปัญหา IUU ต่อไป อ่านเพิ่ม : www.tsfr.in.th

นายกฯผู้ผลิตผู้ค้าไข่ไก่ฯ ชี้ 3 ปัจจัยทำไข่ขาดตลาด พ่อค้าฉวยปั่นราคาพุ่ง

สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ ชี้ไข่ขาดตลาด จากล็อกดาวน์ผู้บริโภคแห่ซื้อตุน บวกมีผู้ซื้อไปบริจาคทำให้มีความต้องการเพิ่มขึ้นโดยฉับพลันสูงกว่าปกติ 10% อีกด้านพ่อค้าคนกลางฉวยจังหวะให้ราคาสูงจูงใจเกษตรกร นำขายต่อราคาแพง ยันพร้อมร่วมมือกับภาครัฐแก้ปัญหานายมงคล พิพัฒสัตยานุวงศ์ นายกสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไข่ไก่ในขณะนี้ว่า จากกรณีที่มีผู้บริโภคบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงไข่ไก่ ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพดี มีราคาต่ำเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และยังมีอายุจัดเก็บที่นานกว่า จึงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อไปบริโภค โดยเฉพาะในช่วงล็อกดาวน์ ที่ประชาชนบางส่วนมีการซื้อตุนเพิ่มจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากต้องทำงานที่บ้าน รวมถึงการแยกกักตัว ประกอบกับมีหลายหน่วยงานซื้อไข่ไก่ไปบริจาค ทำให้ปริมาณไข่ไก่มีไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน โดยสูงขึ้นจากการบริโภคปกติประมาณร้อยละ 10 และพบว่าขณะนี้มีพ่อค้าคนกลางบางส่วนใช้วิธีไปรับซื้อที่หน้าฟาร์มเกษตรกร โดยการให้ราคาสูงกว่าราคาประกาศเพื่อจูงใจเกษตรกร แล้วนำมาขายต่อในราคาที่แพงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตส่วนหนึ่งหายไปจากช่องทางขายปกติ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าของขาด“ปัจจุบัน ไข่ไก่ที่ออกสู่ท้องตลาดมีประมาณ 40-41 ล้านฟองต่อวัน เป็นปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ แต่ด้วยสถานการณ์ทั้งการ Work From Home การแยกกักตัวของกลุ่มเสี่ยง การซื้อไข่ไปบริจาค โดยเฉพาะการเข้าไปรับซื้อไข่ถึงหน้าฟาร์มของพ่อค้าคนกลางบางกลุ่ม ทำให้เกิดสถานการณ์ราคาปั่นป่วน” ทั้งนี้ สมาคมฯได้ขอให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่ขายไข่กับคู่ค้าเดิมที่เป็นช่องทางขายปกติก่อน โดยไม่ขายให้กับคู่ค้าใหม่ หรือผู้ค้าจร ที่จะรวบรวมไข่ไปทำกำไรโดยบวกราคาสูงขึ้น เพื่อเป็นการตัดวงจรดังกล่าว สมาคมฯ ขอยืนยันว่าไข่ไก่ไม่ขาดแคลน และจะดูแลในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีปริมาณไข่ที่เพียงพอ […]

ความสำคัญของผู้บริโภคต่อการลดคาร์บอน

ประเทศไทยยังไม่มีบทความเกี่ยวกับความเห็นของผู้บริโภคต่อการลดคาร์บอนที่เป็นรูปธรรม ผมจึงต้องขอยกตัวอย่างในต่างประเทศมาเผยแพร่ว่าการบริโภคที่ยั่งยืนนั้นเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปล่อยปริมาณคาร์บอน ที่นำมาเสนอนี้เป็นการบริโภคอาหาร แฟชั่น การเดินทาง เป็นต้น อ่านเพิ่มได้ที่: https://www.bbc.com/news/newsbeat-47990742 พรศิลป์

1 112 113 114 118
Right Menu Icon