×

ต้นทุนสินค้าเกษตรพุ่งทะลุ 100% ชงรัฐบาลเพิ่มวงเงินประกันรายได้

Please enter correct URL of your document.

สงครามรัสเซีย-ยูเครนสะเทือนต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรรอบใหม่ ราคา “ปุ๋ย-น้ำมัน-ค่าแรง” เพิ่มขึ้นกว่า 100% ฉุดรายได้เกษตรกรเดือดร้อน ข้าว-มัน-ปาล์ม-ยาง อ่วม ชงข้อมูลใหม่ให้รัฐปรับฐานราคาประกันรายได้ที่ใช้มาแล้ว 3 ปี พร้อมเจรจาร่วมทุนผลิตปุ๋ยจีน-ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศ

ภาคเกษตรกรไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก หลังวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนร่วม 1 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานปรับสูงขึ้นกระทบราคาน้ำมันในประเทศ-ราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจนต้องปรับขึ้นค่าเอฟที งวดที่ 2 อีกระลอก

ขณะที่ต้นทุนการเพาะปลูก-ปศุสัตว์ต่างก็ได้รับแรงกดดันจากราคาธัญพืช-แม่ปุ๋ยที่ผลิตจากแหล่งรัสเซีย-ยูเครนปรับสูงขึ้น รวมถึงมาตรการแซงก์ชั่นรัสเซียทำให้หลายประเทศต้องแย่งชิงซื้อจากแหล่งอื่นทดแทน

ปัญหาระดับโลกลามมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าจากต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น แต่ระดับรายได้ลดลง ซึ่งภาครัฐยังคงใช้มาตรการประกันรายได้ราคาเดิม 3 ปีแล้ว

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ขณะนี้ต้นทุนเกษตรกรโดยรวมปรับสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าแรงงาน ซึ่งหากแยกเฉพาะด้านพบว่า ต้นทุนปุ๋ยและเคมีเกษตรปรับสูงขึ้นไปเกินกว่า 100% จากปีก่อน

ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกร ซึ่งในบางสินค้ากระทบรุนแรง เพราะราคาขายในตลาดไม่ได้สูงขึ้น เช่น ข้าว ทำให้ขณะนี้มีสมาชิกร้องเรียนเข้ามาขอให้เสนอภาครัฐพิจารณาขยับฐานราคาในโครงการประกันรายได้ที่ใช้ระดับเดิมมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว เพื่อให้เกษตรกรได้มีรายได้เพียงพอกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากนี้จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อหารือกับรัฐต่อไป

“ผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากแยกเป็นรายชนิด สินค้าพืชไร่จะกระทบมากกว่าสินค้าพืชสวน เช่น ข้าว ข้าวโพด จะกระทบมากกว่าปาล์ม ยางพารา เพราะต้นทุนขึ้น แต่ราคาตลาดก็ขยับขึ้น ส่วนสินค้าปศุสัตว์จะมีกลุ่มสุกรที่กระทบมากที่สุดจากต้นทุนอาหารสัตว์และโรค ตามด้วย ไก่เนื้อ ไก่ไข่”

ขอเสนอให้รัฐพิจารณาผลิตปุ๋ยเอง ลดการนำเข้า เพราะปัจจุบันไทยมีแหล่งแร่ที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ย 2 ชนิด คือ โพแทสเซียม ในแหล่งที่ จ.ชัยภูมิ และไนโตรเจน ซึ่งได้จากบายโปรดักต์ของการกลั่นน้ำมัน ซึ่งเรามีโรงกลั่น 4-5 โรง สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยแอมโมเนีย

นอกจากนี้ ไทยควรพิจารณาเจรจาความร่วมมือกับจีนที่เป็นแหล่งผลิตฟอสเฟตที่สำคัญ ร่วมกันลงทุนเป็นบริษัทร่วมทุนผลิตปุ๋ยสำหรับ 2 ประเทศ

ส่วนปัญหาต้นทุนค่าน้ำมัน อยากให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มโดยใช้คูปองน้ำมันมาช่วย ส่วนการลดต้นทุนอาหารสัตว์ ขอให้รัฐหันมาส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศทดแทนการนำเข้า เช่น ข้าวเปลือก หรือข้าวสารเก่าในสต๊อกรัฐบาล

อีกด้านหนึ่งเกษตรกรต้องปรับแผนลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การปรับจากการใช้ปุ๋ยเคมีไปเป็นอินทรีย์ ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อไร่ลดลงจาก 4,000-5,000 บาท เหลือ 3,000 บาทต่อไร่

ขยับประกันรายได้ข้าว-มัน-ปาล์ม

ด้าน นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า สมาคมขอให้รัฐพิจารณาทบทวนราคาประกันรายได้ข้าว ซึ่งเป็นระดับที่ใช้มาต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว

ขณะที่ปัจจุบันต้นทุนการเพาะปลูกข้าวปรับขึ้นไปทั้งหมด โดยเฉพาะค่าปุ๋ยยูเรีย และปุ๋ยสูตรอื่นที่ใช้ในนาข้าว เช่น 16-8-8 ปรับจากกระสอบละ 800-900 เป็น 1,100-1,200 บาท ซึ่งมีผลให้ต้นทุนการเพาะปลูกของชาวนาเฉลี่ยต่อไร่ 4,500-5000 บาท (โดยปกติต้องปลูกประมาณ 1.5 ไร่ จะได้ข้าวเปลือก 1 ตัน)

โดยคาดว่าผลผลิตปีนี้จะมีปริมาณ 28 ล้านตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตข้าวนาปรัง คาดว่าปลายเดือนมีนาคมนี้ก็น่าจะออกสู่ตลาดหมด ส่วนราคาตลาดขณะนี้ ข้าวขาว ตันละ 8,000 บาท ต่ำกว่าราคาประกันที่ตันละ 10,000 บาท ส่วนข้าวหอมปทุม ตันละ 9,000 บาท จากราคาประกันตันละ 11,000 บาท และข้าวหอมมะลิ ตันละ 12,000-13,000 บาท จากราคาประกันตันละ 15,000 บาท

ปุ๋ยมันสำปะหลังทะลุ 200%

นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมอยากขอให้รัฐบาลพิจารณาปรับราคาประกันรายได้มันสำปะหลังเพิ่มขึ้น จาก กก.ละ 2.50 บาท เป็น 2.70 บาท เพราะสถานการณ์ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรสูงขึ้น จากเดิม กก.ละ 2.20-2.30 บาท เป็น 2.50 บาท

เป็นผลจากราคาปุ๋ยที่ปรับขึ้นมากว่า 150-200% จากเดิมปุ๋ยยูเรียขายกระสอบละ 500 บาท เป็น 1,100 บาท ปุ๋ยชนิดอื่น ๆ ก็ปรับเพิ่มขึ้นจากกระสอบละ 700 บาท เป็น 1,100 บาทต่อกระสอบ ยังไม่รวมค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าแรง ที่เป็นต้นทุนของเกษตรกร

ส่วนราคารับซื้อหัวมันสด กก.ละ 2.60 บาท กำไร 10 สตางค์ถือว่าน้อย ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือจัดหาปุ๋ยราคาถูก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ และมองว่าแนวโน้มราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“ตอนนี้ประกันรายได้มาช่วยประมาณ 15% ของผลผลิตเท่านั้น ผลผลิตจะออกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตออกเยอะ คาดการณ์ว่าผลผลิตปีนี้ 34 ล้านตัน ความต้องการใช้ในประเทศ 24 ล้านตัน และส่งออก 10 ล้านตัน

ราคายังพอมีกำไรจากต้นทุน กก.ละ 10 สตางค์ แต่จีนก็มีการปลูกข้าวโพดมากขึ้นมาใช้ทดแทน ก็ต้องดูว่าจะกระทบราคามันหรือไม่ และอนาคตเกษตรกรไทยต้องพัฒนาเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เป้าหมาย 4 ตันต่อไร่ แต่ปัจจุบันยังได้ 3.2-3.3 ตันต่อไร่”

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าราคาตลาดปาล์มน้ำมันจะขยับสูงสุดในรอบ 9 ปี ไปถึง กก.ละ 13 บาท แต่ต้นทุนชาวสวนปาล์มก็ปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 9 ปีเช่นกัน จากเดิมที่ต้นทุนการผลิตผลปาล์มเฉลี่ย กก.ละ 3.18-3.78 บาท เพิ่มเป็น กก.ละ 5-6 บาท

โดยเฉพาะปุ๋ยปรับเกิน 100% เช่น โพแทสเซียม 0-0-60 ปรับจากตันละ 12,000-14,000 บาท ไปแตะระดับ 30,000 บาทแล้ว หรือยูเรียจากที่ตันละ 4,500-5,000 บาท ปรับเป็น 20,000 บาท ซึ่งจะใช้ปุ๋ยเฉลี่ย 8-12 กก.ต่อต้นต่อปี ต้นทุนรวมอื่น ๆ เช่น ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง รวม 80-90%

ขณะที่ราคาประกันรายได้เกษตรกรยังคงเดิมอยู่ที่ กก.ละ 4 บาท มา 3 ปีแล้ว เป็นไปได้หรือไม่หากรัฐจะพิจารณาทบทวนระดับราคาประกันรายได้ เป็น กก.ละ 4.50 บาท จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพเพราะรัฐประกันรายได้ให้เกษตรกร

สำหรับผลผลิตปาล์มขณะนี้ทยอยออกไปถึงเดือนสิงหาคม คาดว่าจะมีผลปาล์มทะลายเฉลี่ยเดือนละ 1.0-1.5 ล้านตัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% จะได้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ที่ 2.5-2.6 แสนตัน

หักการใช้เพื่อการบริโภคในประเทศ และการใช้เพื่อผลิตไบโอดีเซลก็จะเหลือเดือนละ 6-7 หมื่นตัน ซึ่งล่าสุดสต๊อกน้ำมัน CPO เดือนมีนาคมมี 1.7 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ.ที่มี 1.3 แสนตัน อยู่ในมือเอกชนทั้งโรงสกัด โรงกลั่นและโรงงานไบโอดีเซล

สวนยางแบกรับ 3 ต้นทุน

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากเหตุรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต้นทุนการผลิตสวนยางเพิ่มขึ้นทุกทาง โดยต้นทุนส่วนใหญ่คือ ราคาปุ๋ย แรงงาน ราคาน้ำมัน ซึ่งทั้ง 3 อย่างเป็นปัจจัยหลักของชาวสวน

“ถ้าสงครามยูเครนยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างแน่นอน ชาวสวนยางเดือดร้อนแน่นอน เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง ที่ผ่านมาการประกันรายได้ยางพารา รัฐบาลกำหนด กก.ละ 60 บาท/กก. ทั้งที่ราคาต้นทุนการผลิตที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุไว้ อยู่ที่ 63.65 บาท/กก. เมื่อ 7-8 ปีมาแล้ว ตอนนี้เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อนแน่นอน”

ที่มา: https://www.prachachat.net/economy/news-895788

บทความที่คุณน่าจะสนใจ

จดหมายข่าวปศุสัตว์ยั่งยืน (Sustainable Livestock Newsletter)  ปีที่ 4 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน มิถุนายน – กรกฏาคม 2569

✨ ไฮไลท์ในฉบับนี้ 🌱 ความคืบหน้าด้านวัตถุดิบยั่งยืน ติดตามความก้าวหน้าโครงการ Fishery Improvement Project (FIP) ร่วมขับเคลื่อนการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์และข้าวอย่างยั่งยืน ต้อนรับคณะผู้แทนการค้าถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกา (U.S. Soybean Trade Mission) 🤝 กิจกรรมความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร TFMA และ TSFR ร่วมเป็นวิทยากรในงาน Responsible Seafood Summit 2026

จดหมายข่าวปศุสัตว์ยั่งยืน (Sustainable Livestock Newsletter) 📌 ปีที่ 4 ฉบับที่ 22 ประจำเดือน เมษายน – พฤษภาคม 2569

✨ ไฮไลท์ในฉบับนี้🌱 ความคืบหน้าด้านวัตถุดิบยั่งยืน🤝 กิจกรรมความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร📢 ข่าวประชาสัมพันธ์ 363

ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568

(9 เมษายน 2569) สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ณ ห้องประชุมสุรศักดิ์ 2-3 ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร โดยมีสมาชิกสมาคมเข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 29 บริษัท จากทั้งหมด 54 บริษัท… 487

ราคา

Price
วัตถุดิบอาหารสัตว์ต่อเดือน

ข้อมูล

Information
ประชากรสัตว์เเละภาษี

กฏระเบียบ

Rules and Regulations
พรบ.

บทความ

Research and Articles
งานวิจัยเเละอื่นๆ

Right Menu Icon